คาราวานซีตรองคลาสสิคบุกไทย

คาราวานซีตรองคลาสสิคบุกไทย

Traction Sans Frontieres in Thailand 

         คณะแรลลี่ซีตรองโบราณ รุ่นที่เฉิดฉายในฝรั่งเศสและหลายประเทศยุโรปยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยชมรมคนเคยหนุ่มเคยสาว กว่า 60 ชีวิต ใช้เวลาซัมเมอร์เมื่อปี 2553 ท่องเที่ยวอย่างมีสไตล์ในไทยแลนด์แดนสไมล์  

         Yann Figuet และ Geraldine Careme สามี-ภรรยาจาก GAZOLINE นิตยสารยานยนต์จากฝรั่งเศส ได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกด้วยรถซีตรอง Type H Van ทั้งคู่ถ่ายทอดความประทับใจสถานที่ท่องเที่ยวและสิ่งต่างๆ ในเมืองไทย รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ยานพาหนะ Jesada Technik Museum ลงใน GAZOLINE นอกจากนี้ CITROPOLIS นิตยสารเกี่ยวกับรถซีตรองโดยเฉพาะก็นำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ทำให้ Philippe Lasson ประธานชมรม “ซีตรองแทรคชั่นไร้พรมแดน” (Citroen Traction Sans Frontieres Association) อ่านเรื่องราวแล้วเกิดความสนใจ ประสานมายังคุณเจษฎา เดชสกุลฤทธิ์ ประธานพิพิธภัณฑ์ และได้เดินทางมาสำรวจเส้นทางแรลลี่ เมื่อกลับไปถึงฝรั่งเศสก็แจ้งข่าวแก่สมาชิกชมรมที่นิยมรถยนต์ซีตรองรุ่น Traction Avant ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วยุโรป

         รถของคณะถูกขนลงเรือล่วงหน้ามายังมาเลเซียในวันที่ 18 กรกฎาคม คณะแรลลี่ที่เป็นชาวฝรั่งเศส เยอรมัน เบลเยี่ยม อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ ก็บินตามมาพบกับรถของตัวเอง อายุของผู้ขับขี่ไม่มากไม่มายอยู่ที่ 70 ถึง 80 ขวบ พร้อมมาดามศรีภรรยา ส่วนบางคนที่ยังอยู่ในวัยคุณลุงก็จะมีลูก ๆ วัยรุ่นไปจนถึงน้องหนูเด็ก ๆ ติดสอยห้อยตามมาด้วย บวกกับสื่อมวลชนที่ตามมาบันทึกการเดินทาง อีกทั้งทีมเซอร์วิส รวมแล้วประมาณ 60 ชีวิต ส่วนจำนวนรถยนต์ซีตรองเมื่อรวมกับของ Jesada Technik Museum แล้ว ก็เป็น 25 คัน

          คาราวานเริ่มต้นเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ผ่านเมืองต่าง ๆ ของประเทศมาเลเซีย อาทิ คาเมรอนไฮแลนด์ จอร์จทาวน์ และปีนัง ก่อนเข้าสู่ประเทศไทยที่ด่านอ.สะเดา จ.สงขลา มีการต้อนรับอย่างคึกคักโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานท้องถิ่น และคณะจากเจษฎาเทคนิคมิวเซียม แรลลี่มุ่งหน้าต่อไปจ.ตรัง แวะผ่อนคลายที่อ่าวนาง จ.กระบี่ จากนั้นเดินทางต่อไปยังจ.ชุมพร ชื่นชมธรรมชาติและพักค้างคืน แล้วต่อไปยังหัวหิน วันต่อมาเดินทางสู่นครชัยศรี จ.นครปฐม มีงานเลี้ยงต้อนรับจากทั้ง Jesada Technik Museum และ ททท.

         จากนครชัยศรี เดินทางไปต่อไปยังจ.นครสวรรค์ พิษณุโลก สุโขทัย ลำปาง สู่เหนือสุดที่จ.เชียงราย ก่อนที่จะวกกลับลงมาใหม่ แวะชมวัดชมวังแห่งเมืองกรุงเก่า พระนครศรีอยุธยา แล้วมุ่งสู่กรุงเทพ เคลื่อนขบวนวไปยังถนนข้าวสาร ถนนราชดำเนิน และถนนพระอาทิตย์ นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศได้ยลแล้วฮือฮาด้วยความตื่นตาตื่นใจ   

          สำหรับกติกาของแรลลี่อาวุโสครั้งนี้ คือไม่มีกติกา ไม่มีการเก็บคะแนนใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีผู้แพ้ ทุกคนเป็นผู้ชนะ มีแต่การอธิบายเส้นทางคร่าว ๆ ในตอนเย็นของแต่ละวัน สามีขับ ภรรยาดูแผนที่ ลูก ๆ หลาน ๆ ดูวิว ความตั้งใจคืออยากให้หลง ออกนอกเส้นทางไปเจอกับอะไรที่ไม่คาดคิดกันบ้าง รถใครเสียก็ขอให้ซ่อมหรือเปลี่ยนอะไหล่เอาเอง หากเกินความสามารถ รถเซอร์วิสก็จะไปช่วยในภายหลัง และใครที่คิดว่าอายุของผู้ร่วมทริปจะเป็นปัญหาในการเดินทางก็คงจะคิดผิด เพราะหลายคนยืนยันว่าการเดินทางครั้งนี้ทำให้กระชุ่มกระชวย เป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นกว่าเดิมอีกหลายปี 

แรลลี่ซีตรองแทรคชั่นไร้พรมแดนครั้งนี้ นอกจากเป็นแรลลี่ท่องเที่ยว เสพธรรมชาติ และวัฒนธรรมแล้ว คาราวานอายุรวมกันหลายพันปีนี้ก็ยังได้มอบเงินบางส่วนให้กับสาธารณะกุศลในบ้านเรา และยังจะเป็นสายตาที่จะถ่ายทอดบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยไปสู่ชาวยุโรป ให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง

         ในวันที่ 12 สิงหาคม คณะแรลลี่ตั้งขบวนเฉลิมพระเกียรติจากลานพระบรมรูปทรงม้า เคลื่อนไปตามถนนราชดำเนิน เข้าพบม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ศาลาว่าการฯ ตกเย็นล่องเรือรับประทานอาหารในแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมจุดเทียนชัยถวายพระพร วันถัดมาคณะแรลลี่บุกทำเนียบรัฐบาล ไม่ได้มาประท้วงหรือเรียกร้องอะไร แต่เพื่อเข้าพบพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ที่ท่านเองขับซีตรอง รุ่น 2CV คู่ใจร่วมในขบวนด้วย มีการมอบของที่ระลึก และชักภาพไว้เพื่อเป็นหลักฐานความประทับใจ ต่อจากนั้นคณะแรลลี่ยังเดินทางไปยังเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ พระบรมมหาราชวัง ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ วัดยานนาวา และอีกหลาย ๆ สถานที่สำคัญ

         งานเลี้ยงอำลาได้จัดขึ้นที่หอประชุมกองทัพเรือ ทั้งฝรั่งทั้งไทย บายบาย – บองโวยาจ กันด้วยบรรยากาศครึกครื้นปนอาลัย คณะคนเดินทางกลับด้วยเครื่องบิน ส่วนคณะรถก็ถูกขนใส่ตู้คอนเทนเนอร์ลงเรือเหมือนขามา

         แล้วค่อยไปพบหน้ากันที่บ้านเกิดเมืองนอน 

เหยี่ยวยนต์ญี่ปุ่นบนถนนเมืองไทย